B1 · ระดับกลาง (Intermediate) TOEIC 405–600 IELTS 4.0–5.0 ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation)

Reported Speech (บทนำ)

การรายงานสิ่งที่มีคนพูดโดยใช้คำกริยานำและการถอยรูปประโยค (backshift) เช่น He said he was tired

คำพูดที่นำมาเล่าต่อในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษคืออะไร?

คำพูดที่นำมาเล่าต่อ (Reported Speech) หรือที่เรียกอีกอย่างว่า "คำพูดไม่ตรง" (Indirect Speech) คือวิธีการทางไวยากรณ์ที่เราใช้เพื่อบอกใครบางคนว่า "คนอื่นพูดว่าอะไร" โดยไม่ได้อ้างอิงคำพูดนั้นแบบคำต่อคำครับ ในภาษาอังกฤษ คุณไม่สามารถแค่ใช้คำว่า "that" แล้วตามด้วยคำพูดเดิมเป๊ะๆ ได้ (เช่น การพูดว่า He said that I am hungry จะผิดทันทีถ้าคนที่หิวคือ เขา ไม่ใช่เราครับ) แต่คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนเวลา (Tense) ถอยหลังไปหนึ่งขั้น, เปลี่ยนสรรพนามบุคคล และปรับคำบอกเวลาให้เหมาะสมครับ การฝึกฝนเรื่องนี้ให้แม่นยำมีความสำคัญมากในการเล่าเรื่อง, การซุบซิบ, การทำรายงานระดับมืออาชีพ และงานข่าวครับ

โครงสร้างและสูตรของคำพูดที่นำมาเล่าต่อ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือการตระหนักว่า เนื่องจากคำพูดนั้นเกิดขึ้นในอดีต การ "นำมาเล่าต่อ" ก็ต้องถูกดึงให้ถอยหลังเข้าไปในอดีตอีกหนึ่งก้าวด้วยครับ เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การเปลี่ยนเวลาถอยหลัง (Backshifting)

1. สูตรประโยคบอกเล่าทั่วไป (การเปลี่ยนเวลาถอยหลัง)

เมื่อรายงานข้อเท็จจริงหรือประโยคบอกเล่าทั่วไป เราจะใช้คำกริยานำ (said หรือ told) + that (จะมีหรือไม่มีก็ได้) + ประโยคที่เปลี่ยนเวลาถอยหลังแล้ว

สูตร:

ประธาน + said/told (กรรม) + (that) + ประธาน + กริยาที่เปลี่ยนเวลาถอยหลัง

เวลาเดิม (ในประโยคตรง) เวลาที่เปลี่ยนถอยหลัง (ในประโยคเล่าต่อ) ตัวอย่างการแปลงประโยค
Present Simple (V1) Past Simple (V2) "I eat apples." -> He said he ate apples.
Present Cont. (is V-ing) Past Cont. (was V-ing) "I am eating." -> He said he was eating.
Past Simple (V2) Past Perfect (had V3) "I ate an apple." -> He said he had eaten an apple.
Present Perfect (have V3) Past Perfect (had V3) "I have eaten." -> He said he had eaten.
Future (will V1) Conditional (would V1) "I will eat." -> He said he would eat.
Modal (can/may) Past Modal (could/might) "I can eat." -> He said he could eat.

2. การเปลี่ยนสรรพนามและคำบอกเวลา/สถานที่

คุณต้องปรับเปลี่ยนสรรพนามเพื่อให้สอดคล้องกับมุมมองของ "ผู้พูดในปัจจุบัน" ครับ นอกจากนี้คำบอกเวลาและสถานที่ก็ต้องเปลี่ยนด้วย เพราะคำว่า "พรุ่งนี้" สำหรับคนพูดดั้งเดิม อาจจะไม่ใช่พรุ่งนี้สำหรับเราแล้วครับ

ในคำพูดตรง ในคำพูดที่นำมาเล่าต่อ ตัวอย่าง
I / We / My He, She / They / His, Her "I like my car" -> He said he liked his car.
Here (ที่นี่) There (ที่นั่น) "I am here" -> She said she was there.
Now (ตอนนี้) Then / At that moment (ตอนนั้น) "I must go now" -> He said he had to go then.
Tomorrow (พรุ่งนี้) The next day (วันถัดไป) "I'll go tomorrow" -> He said he'd go the next day.
Yesterday (เมื่อวาน) The previous day (วันก่อนหน้า) "I went yesterday" -> He said he went the previous day.

3. สูตรการเล่าต่อประโยคคำถาม

เมื่อนำคำถามมาเล่าต่อ ในทางไวยากรณ์ประโยคนั้นจะ "ไม่ใช่คำถาม" อีกต่อไปครับ คุณต้องตัดเครื่องหมายคำถามทิ้ง และตัดโครงสร้างที่มีการสลับประธานกริยาออก (ไม่ต้องใช้ do/does/did) ครับ

  • สูตรคำถาม Yes/No: ประธาน + asked + if/whether + ประธาน + กริยาที่เปลี่ยนเวลาถอยหลัง
    • ประโยคตรง: "Are you ready?" -> เล่าต่อ: He asked if I was ready.
  • สูตรคำถาม Wh-: ประธาน + asked + คำแสดงคำถาม (Wh-Word) + ประธาน + กริยาที่เปลี่ยนเวลาถอยหลัง
    • ประโยคตรง: "Where is she?" -> เล่าต่อ: He asked where she was.

4. สูตรการเล่าต่อประโยคคำสั่งและคำขอ

สำหรับประโยคคำสั่ง (Imperatives) เราจะไม่เปลี่ยนเวลา (Backshift) ครับ แต่เราจะใช้รูปกริยา Infinitive (to + V1) แทน

  • สูตร: ประธาน + told/asked + กรรม + to + กริยารูปปกติ (V1)
    • ประโยคตรง: "Close the door." -> เล่าต่อ: He told me to close the door. (เขาบอกให้ฉันปิดประตูครับ)
    • ประโยคห้าม: "Don't run." -> เล่าต่อ: He told us not to run. (เขาบอกพวกเราว่าห้ามวิ่งครับ)

วิธีแยกความแตกต่างระหว่าง "Say" กับ "Tell"

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้กริยานำ say และ tell สลับกันครับ
* Say: เน้นที่ "คำพูด" อย่างเดียว ไม่สามารถ ตามด้วยกรรมที่เป็นคนได้ทันทีครับ
* ผิด: He said me he was tired.
* ถูก: He said (that) he was tired.
* Tell: เน้นที่ "การส่งสารให้ใครบางคน" ต้อง ตามด้วยกรรมที่เป็นคนเสมอครับ
* ผิด: He told that he was tired.
* ถูก: He told me (that) he was tired.

เมื่อไหร่ที่เรา "ไม่ต้อง" เปลี่ยนเวลาถอยหลัง (Tense)?

เราจะ ไม่ เปลี่ยนเวลา (No Backshift) ในกรณีต่อไปนี้ครับ:
1. กริยานำอยู่ในรูปปัจจุบัน: He says (that) he is tired. (ไม่ใช่ "said")
2. ประโยคนั้นเป็นความจริงตลอดกาล: Galileo said that the Earth revolves around the sun.
3. ประโยคนั้นยังคงเป็นความจริงอยู่ในขณะที่พูด: He said he is hungry. (เขาเพิ่งพูดจบและตอนนี้เขาก็ยังหิวอยู่ครับ)


สรุปและเคล็ดลับสำหรับการเล่าต่อ

องค์ประกอบ คำพูดตรง คำพูดที่นำมาเล่าต่อ ตัวอย่าง
กริยานำ "I like cats," he said. said / told someone He told me he liked cats.
การเปลี่ยนเวลา Present Simple (V1) Past Simple (V2) "I run" -> He said he ran.
คำถาม "Where are you?" Wh-Word + S + V He asked where I was.
คำสั่ง "Listen to me." to + V1 He told me to listen to him.

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

จำเป็นต้องใส่คำว่า "that" ทุกครั้งไหม?
ไม่จำเป็นครับ ในภาษาพูดหรือภาษาเขียนที่ไม่เป็นทางการ เรามักจะละคำว่า that ไว้ (He said he was tired) แต่ในการเขียนเชิงวิชาการที่เป็นทางการ แนะนำให้ใส่ไว้เพื่อแยกประโยคให้ชัดเจนครับ

จะเกิดอะไรขึ้นกับกริยาช่วยอย่าง "should" และ "might"?
คำพวกนี้จะคงเดิมเป๊ะเลยครับ เพราะคำว่า would, could, should, might, และ ought to ถือว่าเป็นรูปอดีตในตัวมันเองอยู่แล้ว จึงไม่สามารถถอยหลังไปได้ไกลกว่านี้ครับ (หมายเหตุ: "Must" มักจะเปลี่ยนเป็น "had to" ครับ)

ทำไม "asked to me" ถึงผิด?
ในภาษาอังกฤษ กริยา "ask" จะตามด้วยกรรมตรงได้เลยโดยไม่ต้องมีคำบุพบทครับ ห้ามพูดว่า "He asked to me" ที่ถูกต้องคือ "He asked me" ครับ

A1 โครงสร้างประโยคพื้นฐาน (S-V-O) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) A1 ประโยคคำสั่ง (Imperatives) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) A1 การใช้ 'There is / There are' ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) A2 การสร้างประโยคคำถามเพิ่มเติม (How, Whose, Which) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B1 Passive Voice (บทนำ) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B1 คำถามท้ายประโยค (Question Tags) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B1 คำถามทางอ้อม (Indirect Questions) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 กรรมกรและอกรรมกริยา (Transitive vs. Intransitive Verbs) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 ความสอดคล้องของประธานและกริยาขั้นสูง (ข้อยกเว้น) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 Passive Voice ขั้นสูง ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 Reported Speech ขั้นสูง ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 ประโยคเน้น (Cleft Sentences) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 การสลับตำแหน่งคำกับคำวิเศษณ์เชิงปฏิเสธ (Inversion with Negative Adverbials) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 Passive Voice ขั้นสูง (Infinitive, Gerund และโครงสร้างการรายงาน) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 โครงสร้างการรายงานคำพูดขั้นสูง ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การนำส่วนประกอบมาไว้หน้าประโยค (Fronting) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การสลับตำแหน่งคำขั้นสูง (Advanced Inversion) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การละและการแทนที่ (Ellipsis & Substitution) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การทำให้เป็นคำนาม (Nominalization) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C2 การประสานประโยคขั้นสูง (โครงสร้างคู่ขนานและคำสันธานแบบคู่) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C2 การใช้อนุประโยคขั้นสูง (Participial, Absolute และ Infinitivial Clauses) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation)