B2 · ระดับกลางตอนสูง (Upper Intermediate) TOEIC 605–780 IELTS 5.5–6.5 ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation)

ประโยคเน้น (Cleft Sentences)

การแยกส่วนประโยคเพื่อเน้นจุดสำคัญ เช่น It was John who broke the window หรือ What I want is some rest

ประโยคที่แยกส่วนเพื่อเน้นความ (Cleft Sentences) ในภาษาอังกฤษคืออะไร?

ประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษมักจะวางลำดับคำแบบมาตรฐาน ซึ่งทำให้การเน้นข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งให้โดดเด่นทำได้ยากหากไม่ใช้การเน้นเสียงเวลาพูดครับ Cleft sentences จึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหานี้ในภาษาเขียนครับ คำว่า "cleft" แปลว่า "แยกออก" หรือ "แบ่งออก" ประโยคชนิดนี้จะนำประโยคธรรมดามาชำแหละออกเป็นสองส่วน (สองอนุประโยค) โดยแต่ละส่วนจะมีกริยาของตัวเอง เพื่อใช้เป็น "สปอตไลท์" ส่องไปที่ข้อมูลส่วนที่เราต้องการเน้นเป็นพิเศษครับ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ดูหรูหราแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของงานเขียนระดับสูง งานเขียนเชิงโน้มน้าวใจ และงานเขียนเชิงวิชาการครับ

โครงสร้างและสูตรของประโยคแยกส่วน (Cleft Sentences)

Cleft sentences มีหลายรูปแบบครับ โดยแต่ละแบบจะออกแบบมาเพื่อเน้นย้ำองค์ประกอบที่แตกต่างกัน เช่น เน้นประธาน, กรรม, การกระทำ หรือสถานที่ครับ

1. It-Clefts (ประโยคเน้นที่ขึ้นต้นด้วย It)

เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุดครับ สามารถใช้เน้นคำนามหรือวลีบุพบทได้เกือบทุกส่วนในประโยค ยกเว้นคำกริยาหลักครับ

  • สูตรมาตรฐาน: It + be (is/was) + [คำที่ต้องการเน้น] + that/who + [ส่วนที่เหลือของประโยค]
  • ประโยคพื้นฐาน: John (ประธาน) broke (กริยา) the window (กรรม) yesterday (เวลา).
  • เน้นประธาน: It was John who broke the window yesterday. (คือจอห์นต่างหากที่เป็นคนทำหน้าต่างแตกเมื่อวานนี้)
  • เน้นกรรม: It was the window that John broke yesterday. (คือหน้าต่างนั่นแหละที่จอห์นทำแตกเมื่อวานนี้)
  • เน้นเวลา: It was yesterday that John broke the window. (คือเมื่อวานนี้เองที่จอห์นทำหน้าต่างแตก)

2. Wh-Clefts (ประโยคเน้นที่ขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม)

ประโยคเหล่านี้จะใช้ Wh-clause (มักเริ่มด้วย What) ไว้ที่ส่วนต้นเพื่อแยก "การกระทำ", "กรรม" หรือ "แนวคิด" ทั้งหมดออกมาเน้นครับ

  • สูตรมาตรฐาน: What + [ประธาน + กริยา] + be (is/was) + [คำ/การกระทำที่ต้องการเน้น]
  • ประโยคพื้นฐาน: I (ประธาน) need (กริยา) a new car (กรรม).
  • เน้นกรรม: What I need is a new car. (สิ่งที่ฉันต้องการก็คือรถคันใหม่ครับ)
  • เน้นการกระทำ (ใช้รูป "to do"): What I want to do is travel around the world. (สิ่งที่ฉันอยากทำก็คือการไปเที่ยวรอบโลกครับ)

3. Reverse Wh-Clefts (ประโยคเน้นแบบสลับด้าน)

คือการนำ Wh-cleft มาสลับฝั่งกันครับ โดยเอาส่วนที่ต้องการเน้นขึ้นก่อน

  • สูตรมาตรฐาน: [คำ/การกระทำที่ต้องการเน้น] + be (is/was) + What + [ประธาน + กริยา]
  • ตัวอย่าง: A new car is what I need.
  • ตัวอย่าง: Quitting is what he wants to do. (การลาออกคือสิ่งที่เขาต้องการจะทำครับ)

4. All-Clefts (ประโยคเน้นที่ขึ้นต้นด้วย All)

ใช้เพื่อเน้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่มีความหมายมี "เพียงสิ่งเดียว" เท่านั้นครับ

  • สูตรมาตรฐาน: All + (that) + [ประธาน + กริยา] + be (is/was) + [คำ/การกระทำที่ต้องการเน้น]
  • ตัวอย่าง: All (that) he wants is peace and quiet. (สิ่งที่เขาต้องการทั้งหมดก็แค่ความสงบเงียบเท่านั้นครับ)

5. โครงสร้างการเน้นรูปแบบอื่นๆ

บางครั้งเราก็ใช้กลุ่มวลีนนำเพื่อแยกแยะ "เหตุผล", "สถานที่" หรือ "บุคคล" ออกมาครับ
* The reason why... is that... (The reason why he left is that he was sick.)
* The place where... is... (The place where we met is a park.)
* The person who... is... (The person who can help is John.)


วิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างประโยคแยกส่วนกับประโยคทั่วไป

วิธีที่ง่ายที่สุดคือลองตัดส่วน "It is/It was" หรือ "What" ทิ้งไปครับ ถ้าส่วนที่เหลือยังประกอบขึ้นเป็นประโยคพื้นฐานที่สมบูรณ์และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ได้ แสดงว่าเป็น cleft sentence ครับ
* แบบเน้นความ (Cleft): It was his attitude that annoyed me.
* แบบประโยคพื้นฐาน: His attitude annoyed me. (ทัศนคติของเขาทำให้ฉันรำคาญใจ)


ควรใช้ Cleft Sentences ตอนไหนบ้าง?

  1. เพื่อชี้แจงความเข้าใจผิด: A: คุณทำกระเป๋าตังค์หายเหรอ? B: เปล่าครับ มันคือกุญแจต่างหากที่ ผมทำหาย (It was my keys that I lost).
  2. เพื่อสร้างความตื่นเต้น (Drama): A loud noise happened. What followed was total chaos. (เสียงดังเกิดขึ้น และสิ่งที่ตามมาก็คือความโกลาหลครับ)
  3. ใช้ในงานเขียนเชิงวิชาการเพื่อโต้แย้ง: * It is the underlying data that provides the proof.* (ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวยืนยันข้อพิสูจน์ครับ)

สรุปและเคล็ดลับสำหรับการใช้ Cleft Sentences

ประเภทของ Cleft สูตรโครงสร้าง ตัวอย่างการใช้จริง
It-cleft (เน้นประธาน) It is + S + who + V + O It is Mary who bakes.
It-cleft (เน้นเวลา/สถานที่) It is + วลีบุพบท + that + ประโยค It was in 1999 that he died.
Wh-cleft (เน้นการกระทำ) What + S + do + is + V1 What we did was run.
Reverse Wh-cleft ส่วนที่เน้น + is + what + S + V Running is what we did.
All-cleft All + S + V + is + [สิ่งที่เน้น] All he needs is love.

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ควรใช้ "It is I" หรือ "It is me"?
ถ้าว่ากันตามหลักไวยากรณ์ที่เคร่งครัดจริงๆ เราต้องใช้สรรพนามรูปประธานตามหลังกริยา 'to be' ครับ (It is I who called you) อย่างไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษยุคปัจจุบันที่ใช้พูดกันทั่วไปนิยมใช้รูปกรรมมากกว่าครับ (It was me) แต่สำหรับการสอบมาตรฐานหรืองานเขียนทางการ แนะนำให้ใช้ "It is I/he/she" จะดีกว่าครับ

ฉันสามารถใช้ "when" หรือ "where" ในประโยค It-cleft ได้ไหม?
ไม่ได้ครับ นี่คือจุดที่คนผิดบ่อยมาก แม้ว่าคุณจะต้องการเน้นเรื่องเวลาหรือสถานที่ แต่คุณ "ต้อง" ใช้คำว่า that (หรือบางครั้งคือ which/who) เท่านั้น ห้ามใช้ when หรือ where ครับ
ผิด: It was yesterday when I saw him.
ถูก: It was yesterday that I saw him.

ทำไมบางครั้งคำว่า "that" ถึงหายไป?
ในภาษาพูดและภาษาที่ไม่เป็นทางการ เรามักจะละคำว่า that ในประโยคแบบ Wh-clefts และ All-clefts ได้ครับ เช่น All (that) I want is peace. แต่สำหรับประโยคแบบ It-clefts คำว่า that / who คือส่วนจำเป็นที่ ห้ามตัดทิ้ง เด็ดขาดนะครับ

A1 โครงสร้างประโยคพื้นฐาน (S-V-O) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) A1 ประโยคคำสั่ง (Imperatives) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) A1 การใช้ 'There is / There are' ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) A2 การสร้างประโยคคำถามเพิ่มเติม (How, Whose, Which) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B1 Passive Voice (บทนำ) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B1 Reported Speech (บทนำ) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B1 คำถามท้ายประโยค (Question Tags) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B1 คำถามทางอ้อม (Indirect Questions) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 กรรมกรและอกรรมกริยา (Transitive vs. Intransitive Verbs) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 ความสอดคล้องของประธานและกริยาขั้นสูง (ข้อยกเว้น) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 Passive Voice ขั้นสูง ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 Reported Speech ขั้นสูง ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) B2 การสลับตำแหน่งคำกับคำวิเศษณ์เชิงปฏิเสธ (Inversion with Negative Adverbials) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 Passive Voice ขั้นสูง (Infinitive, Gerund และโครงสร้างการรายงาน) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 โครงสร้างการรายงานคำพูดขั้นสูง ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การนำส่วนประกอบมาไว้หน้าประโยค (Fronting) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การสลับตำแหน่งคำขั้นสูง (Advanced Inversion) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การละและการแทนที่ (Ellipsis & Substitution) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C1 การทำให้เป็นคำนาม (Nominalization) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C2 การประสานประโยคขั้นสูง (โครงสร้างคู่ขนานและคำสันธานแบบคู่) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation) C2 การใช้อนุประโยคขั้นสูง (Participial, Absolute และ Infinitivial Clauses) ไวยากรณ์และการแปลงรูปประโยค (Syntax & Transformation)