A2 · ระดับพื้นฐาน (Elementary) TOEIC 255–400 IELTS 2.5–3.5 กริยาช่วยแสดงความหมายของกาล (Modal Verbs)

Should / Shouldn't

เรียนรู้ Should และ Shouldn't เพื่อให้คำแนะนำ แสดงหน้าที่ทางศีลธรรม และความคาดหวังในภาษาอังกฤษ นุ่มนวลกว่า Must และใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน

Share: Copied!

สรุปสั้น ๆ: should ใช้ให้คำแนะนำ (advice) หรือแสดงความคิดเห็นว่าอะไรถูกต้อง/เหมาะสม เช่น You should drink more water. (คุณควรดื่มน้ำให้มากขึ้น) ส่วน shouldn't ใช้แนะนำว่าไม่ควรทำ เช่น You shouldn't skip breakfast. (คุณไม่ควรงดอาหารเช้า) ต่างจาก must/have to ตรงที่ should เป็นเพียง "คำแนะนำ" ไม่ใช่ "ข้อบังคับ" — ผู้ฟังจะทำตามหรือไม่ก็ได้ โดยไม่มีผลเสียทางกฎเกณฑ์

Should คืออะไร ใช้ตอนไหนในภาษาอังกฤษ

Should เป็นกริยาช่วย (modal verb) ที่ไม่ผันตามประธาน ไม่มี to ตามหลัง ใช้แสดง

  1. คำแนะนำ (Advice) — บอกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำ
  2. ความคิดเห็นว่าอะไรถูกต้อง/เหมาะสม (opinion about what's right)
  3. ความคาดหวังตามเหตุผล (Expectation) เช่น The bus should arrive at 9. (รถเมล์น่าจะมาถึงตอน 9 โมง)

โครงสร้างประโยค Should / Shouldn't (สูตรไวยากรณ์)

รูปประโยค สูตร ตัวอย่าง
บอกเล่า ประธาน + should + กริยาหลัก (V1 ไม่ผัน) You should exercise regularly.
ปฏิเสธ ประธาน + should not / shouldn't + กริยาหลัก You shouldn't stay up too late.
คำถาม Should + ประธาน + กริยาหลัก...? Should I apologize to her?

หมายเหตุ: should ไม่มี to แทรก (ไม่ใช่ should to go) และไม่เติม -s แม้ประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่สาม (he/she/it should — ไม่ใช่ shoulds)

Should vs Must vs Have to — ตารางเปรียบเทียบน้ำหนักคำที่คนไทยสับสนบ่อยที่สุด

ความหมาย น้ำหนัก ตัวอย่าง
should แนะนำ (advice) — ทำหรือไม่ทำก็ได้ เบา You should see a doctor. (แนะนำ)
must บังคับ/จำเป็นต้องทำ หนัก You must see a doctor now; it's an emergency. (บังคับ)
have to จำเป็นตามกฎ/สถานการณ์ภายนอก หนัก (จากภายนอก) You have to see a doctor before the surgery. (กฎกำหนด)

นี่คือจุดที่คนไทยผิดบ่อยที่สุด: เพราะภาษาไทยมีคำว่า "ควร" ที่บางครั้งถูกใช้แทนความหมาย "ต้อง" แบบไม่เป็นทางการในบทสนทนา ทำให้ผู้เรียนแปลคำต่อคำแล้วใช้ should ในบริบทที่จริง ๆ ต้องการสื่อ "บังคับ" อย่างหนักแน่น ซึ่งควรใช้ must หรือ have to แทน

  • ต้องการสื่อ "แนะนำเบา ๆ": You should wear sunscreen. (ควรทาครีมกันแดด)
  • ต้องการสื่อ "บังคับจริงจัง": You must wear a helmet on this construction site. (ต้องสวมหมวกนิรภัยในไซต์งานนี้ — ไม่ใช่แค่คำแนะนำ)

ทำไมคนไทยแปล "ควร" เป็น Should ทุกครั้งจนผิดบริบท

ปัญหาการแปลคำต่อคำ (word-for-word translation) เป็นสาเหตุหลัก เพราะคำว่า "ควร" ในภาษาไทยครอบคลุมความหมายได้กว้างกว่าคำว่า should ในภาษาอังกฤษ บางประโยคภาษาไทยที่ใช้ "ควร" จริง ๆ ต้องการสื่อน้ำหนักที่หนักกว่าคำแนะนำธรรมดา เช่น กฎระเบียบหรือข้อบังคับทางสังคมที่เข้มงวด ซึ่งในภาษาอังกฤษต้องใช้ must หรือ have to

ตัวอย่างที่พบบ่อยในห้องเรียน:

  • Students should bring their student ID to every exam. (ถ้าเป็นกฎบังคับของโรงเรียน ควรใช้ must/have to แทน)
  • Students must bring their student ID to every exam. (ถูกต้องกว่า ถ้าเป็นกฎที่ต้องปฏิบัติตามจริง ไม่ทำตามมีผลเสีย)

เคล็ดลับ: ก่อนใช้ should ให้ถามตัวเองว่า "ถ้าไม่ทำตาม จะมีผลเสียทางกฎ/บทลงโทษไหม" ถ้าคำตอบคือ "มี" ให้เปลี่ยนไปใช้ must หรือ have to แทนทันที

Shouldn't แปลว่า "ไม่ควร" ไม่ใช่ "ห้าม" — อย่าสับสนกับ Mustn't

อีกจุดที่คนไทยสับสนคือปนกันระหว่าง shouldn't (ไม่ควร — เป็นคำแนะนำ) กับ mustn't (ห้าม — เป็นข้อบังคับเด็ดขาด)

ความหมาย ตัวอย่าง
shouldn't ไม่ควรทำ (คำแนะนำ ทำก็ได้แต่ไม่ดี) You shouldn't eat too much junk food. (ไม่ควรกินขยะเยอะ แต่ไม่ผิดกฎหมาย)
mustn't ห้ามทำเด็ดขาด (ข้อบังคับ) You mustn't smoke inside the hospital. (ห้ามสูบบุหรี่ในโรงพยาบาลเด็ดขาด)

Should ใช้แสดงความคาดหวังตามเหตุผล (Expectation) ได้ด้วย

นอกจากคำแนะนำแล้ว should ยังใช้พูดถึงสิ่งที่ "น่าจะเป็นไปตามที่คาดไว้" โดยอาศัยเหตุผลหรือข้อมูลที่มี เช่น

  • The package should arrive by Friday. (พัสดุน่าจะมาถึงภายในวันศุกร์ — คาดการณ์ตามข้อมูลที่มี)
  • She should be home by now; she left an hour ago. (เธอน่าจะถึงบ้านแล้วตอนนี้ — คาดตามเหตุผล)

Should Have + V3 — เมื่อพูดถึงอดีต (คำแนะนำที่ไม่ได้ทำตาม)

เมื่อพูดถึงอดีตที่ "ควรทำแต่ไม่ได้ทำ" ต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น should have + Past Participle (V3) ไม่ใช่ should เฉย ๆ

  • You should have told me about the meeting. (คุณควรบอกผมเรื่องประชุม — แต่คุณไม่ได้บอก)
  • I should have saved more money last year. (ผมควรเก็บเงินมากกว่านี้เมื่อปีที่แล้ว)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ใช้ "Should had" แทน "Should have"

นักเรียนไทยจำนวนมากเผลอเขียนว่า should had ทั้งที่ผิดหลักไวยากรณ์โดยสิ้นเชิง เพราะหลัง should ต้องตามด้วย have เสมอ (ไม่ผันเป็น had) แล้วตามด้วยกริยาช่องที่ 3

  • I should had studied harder. (ผิด)
  • I should have studied harder. (ถูก)

และอีกข้อผิดพลาดที่พบคู่กันคือใช้กริยาช่องที่ 2 แทนช่องที่ 3 หลัง have:

  • You should have went to the doctor. (ผิด — went เป็น V2)
  • You should have gone to the doctor. (ถูก — gone เป็น V3)

เคล็ดลับ: ท่องจำสูตรตายตัว "should + have + V3" เป็นชุดเดียว ห้ามเปลี่ยน have เป็น had เด็ดขาด และเช็กตารางกริยาอปกติทุกครั้งที่ไม่แน่ใจว่า V2 หรือ V3

ตัวอย่างประโยค Should / Shouldn't ในชีวิตประจำวัน

  1. You should apologize to your sister. (คุณควรขอโทษน้องสาว)
  2. You shouldn't talk to strangers online. (คุณไม่ควรคุยกับคนแปลกหน้าออนไลน์)
  3. We should leave early to avoid traffic. (เราควรออกเดินทางเช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด)
  4. He shouldn't drive after drinking alcohol. (เขาไม่ควรขับรถหลังดื่มแอลกอฮอล์)
  5. Should I bring a gift to the party? (ผมควรเอาของขวัญไปงานปาร์ตี้ไหม)
  6. You should see a dentist regularly. (คุณควรไปหาหมอฟันเป็นประจำ)
  7. They shouldn't waste so much food. (พวกเขาไม่ควรทิ้งอาหารเยอะขนาดนั้น)
  8. The meeting should start at 10 AM sharp. (การประชุมน่าจะเริ่มตอน 10 โมงตรง)
  9. You should have called before coming. (คุณควรโทรมาก่อนที่จะมา — แต่ไม่ได้โทร)
  10. We shouldn't judge people by their appearance. (เราไม่ควรตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก)
  11. Should we invite him to the party too? (เราควรเชิญเขามาร่วมงานปาร์ตี้ด้วยไหม)
  12. You shouldn't have spent all your savings on that phone. (คุณไม่ควรใช้เงินเก็บทั้งหมดไปกับโทรศัพท์นั้น)

เคล็ดลับ: จำ Should / Shouldn't ให้ใช้ถูกต้องเป็นธรรมชาติ

  1. ทดสอบน้ำหนักก่อนใช้: ถ้าเป็นแค่คำแนะนำที่ไม่ทำตามก็ไม่มีผลเสียร้ายแรง ใช้ should/shouldn't; ถ้าเป็นข้อบังคับที่ต้องทำตามจริงจัง ใช้ must/have to แทน
  2. แยก Shouldn't จาก Mustn't ให้ชัด: shouldn't = ไม่ควร (แนะนำ), mustn't = ห้าม (บังคับ) อย่าปนกัน
  3. จำสูตร Should Have ให้แม่น: ต้องเป็น should + have + V3 เท่านั้น ห้ามใช้ should had หรือ V2 หลัง have
  4. ใช้ Should ในคำถามขอคำแนะนำได้เป็นธรรมชาติ: เช่น What should I do? เป็นวลีที่เจ้าของภาษาใช้บ่อยมากในการขอคำแนะนำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: Should กับ Ought to ต่างกันไหม?
A: ความหมายใกล้เคียงกันมาก ought to เป็นทางการกว่าเล็กน้อยและต้องมี to ตามหลังเสมอ ส่วน should พบบ่อยกว่าในภาษาพูดทั่วไป

Q: "Should had" ถูกไหม?
A: ผิด ต้องใช้ "should have" เท่านั้น ตามด้วยกริยาช่องที่ 3 (Past Participle) เช่น should have gone, should have done

Q: Should ใช้พูดถึงความน่าจะเป็นได้ไหม ไม่ใช่แค่คำแนะนำ?
A: ได้ เช่น She should be home by now. ใช้แสดงความคาดหวังตามเหตุผล ไม่ใช่คำแนะนำ

Q: Shouldn't มีความหมายเหมือน Don't have to ไหม?
A: ไม่เหมือนกัน shouldn't แปลว่า "ไม่ควรทำ" (การทำเป็นเรื่องไม่ดี) ส่วน don't have to แปลว่า "ไม่จำเป็นต้องทำ" (ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ไม่มีนัยว่าไม่ดี)

Share: Copied!

Should / Shouldn't — Bài tập 1

Luyện tập ngữ pháp tiếng Anh chủ đề Should / Shouldn't với 10 câu hỏi trắc nghiệm. Trả lời đúng ít nhất 70% để qua bài kiểm tra.

10 questions คะแนนผ่าน: 70% Bài kiểm tra 1 /10 ตอบแล้ว

Cách làm bài kiểm tra

  • Đọc kỹ từng câu hỏi và chọn câu trả lời đúng nhất.
  • Bài kiểm tra không giới hạn thời gian — bạn có thể làm theo tốc độ của mình.
  • Nhấn ส่งแบบทดสอบ khi hoàn thành để xem điểm số và giải thích chi tiết.

เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกผล

คุณสามารถทำแบบทดสอบได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบ แต่จะไม่มีการบันทึกผล เข้าสู่ระบบ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของคุณ

  1. 1

    You ___ have listened to my advice. Now you're in trouble.

  2. 2

    If you see a mistake in the report, you ___ point it out to the manager.

  3. 3

    She ___ worry so much about things she can't control.

  4. 4

    You ___ try this cake. It's delicious!

  5. 5

    You ___ touch the animals in the zoo.

  6. 6

    He ___ listen to his teacher's instructions.

  7. 7

    We ___ help people in need.

  8. 8

    The government ___ invest more in renewable energy, in my opinion.

  9. 9

    He ___ be more careful with his words.

  10. 10

    You ___ visit your grandparents more often.