ภาษา
A2 · ระดับพื้นฐาน (Elementary) TOEIC 255–400 IELTS 2.5–3.5 กาลและลักษณะ (Tense & Aspect)

Present Perfect Tense (ฉบับเริ่มต้น)

เริ่มเรียน Present Perfect: โครงสร้าง, การใช้ ever/never, already/yet และการเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

แชร์: คัดลอกแล้ว!
ตารางอันดับ ดูว่าคุณอยู่อันดับไหนในเดือนนี้ ดู

Present Perfect Tense คือ Tense ที่ใช้เชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีตเข้ากับปัจจุบัน โครงสร้างคือ ประธาน + have/has + กริยาช่องที่ 3 (V3) เช่น "I have visited Japan." (ฉันเคยไปญี่ปุ่นมาแล้ว) ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าไปเมื่อไหร่ แต่บอกว่า "ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วในชีวิต" ซึ่งเป็นสิ่งที่ยัง "มีผล" ต่อปัจจุบัน

สำหรับผู้เรียนชาวไทย นี่คือหนึ่งใน Tense ที่ยากที่สุด เพราะภาษาไทยไม่มีแนวคิดนี้อยู่ในระบบภาษาเลย เราใช้คำว่า "เคย" หรือ "แล้ว" ปนกันได้กับทุกสถานการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะจบไปนานแล้วหรือเพิ่งเกิดขึ้น ทำให้แยกไม่ออกว่าเมื่อไหร่ต้องใช้ Past Simple เมื่อไหร่ต้องใช้ Present Perfect

โครงสร้าง Present Perfect (have/has + V3)

ประธาน Verb ตัวอย่าง
I / You / We / They have I have finished my work.
He / She / It has She has finished her work.
ชนิดประโยค โครงสร้าง ตัวอย่าง
บอกเล่า ประธาน + have/has + V3 They have moved to a new house.
ปฏิเสธ ประธาน + have/has + not + V3 I haven't seen that movie.
คำถาม Have/Has + ประธาน + V3 ? Have you eaten lunch?
คำถาม Wh- Wh- + have/has + ประธาน + V3 ? What have you done today?

ใช้ Present Perfect ตอนไหน (Usage สำหรับผู้เริ่มต้น)

  1. ประสบการณ์ในชีวิต (ไม่ระบุเวลาแน่นอน) — I have been to Korea twice. (ไม่บอกว่าไปตอนไหน แค่บอกว่าเคยไปแล้ว)
  2. เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นและมีผลต่อปัจจุบัน (มักใช้กับ just/already) — I have just finished dinner. (เพิ่งกินเสร็จ ตอนนี้อิ่มแล้ว)
  3. เหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น (ใช้กับ yet ในประโยคปฏิเสธ/คำถาม) — I haven't done my homework yet.
  4. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบอดีตกับปัจจุบัน — She has grown so tall!

คำสัญญาณเวลา (Time Signal Words) เบื้องต้น

ever, never, already, just, yet, so far, recently, before (ไม่ระบุเวลาแน่นอน)

ข้อผิดพลาดที่คนไทยมักทำกับ Present Perfect (สำหรับผู้เริ่มต้น)

1. ใช้ Past Simple แทน Present Perfect เพราะภาษาไทยไม่แยกสองอย่างนี้

นี่คือปัญหาอันดับหนึ่งของคนไทย เพราะคำว่า "เคย" และ "แล้ว" ใช้ได้กับทุกอดีต คนไทยจึงมักพูดว่า "I went to Japan." ทั้งที่ต้องการสื่อว่า "ฉันเคยไปญี่ปุ่น" (ประสบการณ์ ไม่ระบุเวลา) ซึ่งควรใช้ Present Perfect

  • ต้องการสื่อประสบการณ์ (ไม่ระบุเวลา): I have been to Japan. (ถูก — เน้นว่าเคยไปแล้ว)
  • ถ้าระบุเวลาชัดเจน ต้องเปลี่ยนเป็น Past Simple: I went to Japan in 2019. (ถูก — มีเวลาชัดเจนแล้ว ห้ามใช้ Present Perfect)

กฎเหล็ก: ถ้าประโยคมีคำบอกเวลาที่ชัดเจนในอดีต (yesterday, last year, in 2020, two days ago) ห้ามใช้ Present Perfect เด็ดขาด ต้องใช้ Past Simple เท่านั้น

  • ผิด: I have watched that movie yesterday.
  • ถูก: I watched that movie yesterday.

2. ใช้ has/have ผิดกับประธาน

คนไทยมักสับสนว่าใช้ has กับ have ตอนไหน เพราะภาษาไทยไม่มีการผันคำตามประธานเลย

  • ผิด: She have finished. / They has finished.
  • ถูก: She has finished. / They have finished.

3. ลืมเปลี่ยนกริยาเป็นช่องที่ 3 หรือใช้ช่องที่ 2 แทน

  • ผิด: I have went to the bank.
  • ถูก: I have gone to the bank.

4. วางตำแหน่ง already, just, yet ผิดที่

คนไทยมักวางคำเหล่านี้ผิดตำแหน่งเพราะแปลตรงตัวจากภาษาไทยที่วางคำวิเศษณ์ท้ายประโยคได้อิสระกว่ามาก

  • already / just วางไว้ระหว่าง have/has กับ V3
  • yet วางไว้ท้ายประโยค (ใช้กับปฏิเสธและคำถาม)

  • ผิด: I have finished already my homework. / I have yet finished.

  • ถูก: I have already finished my homework. / I haven't finished my homework yet.

5. สับสนระหว่าง been กับ gone

  • have been to = เคยไปและกลับมาแล้ว (ยังอยู่ที่นี่)
  • have gone to = ไปแล้วและยังไม่กลับ (ยังอยู่ที่นั่น)

  • She has been to Paris three times. (เคยไปปารีส 3 ครั้งแล้ว ตอนนี้อยู่ที่บ้าน)

  • She has gone to Paris. (ตอนนี้เธออยู่ที่ปารีส ยังไม่กลับมา)

เคล็ดลับสำหรับผู้เรียนชาวไทย

  • ก่อนพูดประโยคอดีตทุกครั้ง ให้ถามตัวเองก่อนว่า "มีการระบุเวลาที่ชัดเจนหรือไม่" ถ้ามี → Past Simple ถ้าไม่มี/เน้นประสบการณ์ → Present Perfect
  • จำคู่คำสัญญาณ: ever/never/already/just/yet/so far = สัญญาณ Present Perfect ตัวเด่น ๆ ให้จำเป็นชุดคำเดียวกัน
  • ฝึกท่องกริยาช่องที่ 3 (V3) ควบคู่กับ V1, V2 เสมอ อย่าท่องแยกกัน จะได้ไม่สับสนตอนใช้งานจริง
  • คำว่า "เคย" ในภาษาไทยมักเป็นสัญญาณที่ดีว่าอาจต้องใช้ Present Perfect (have/has + V3) แต่ต้องเช็กก่อนว่ามีเวลาระบุชัดเจนไหม ถ้ามีให้เปลี่ยนเป็น Past Simple ทันที
  • ฝึกแต่งประโยคสั้น ๆ ด้วย have/has + been/gone เพื่อความคุ้นชินกับความแตกต่างของสองคำนี้

ตัวอย่างประโยค Present Perfect (พื้นฐาน)

  1. I have visited Chiang Mai three times.
  2. She has never eaten durian before.
  3. Have you finished your homework yet?
  4. We haven't decided where to go on vacation.
  5. He has just arrived at the airport.
  6. Has she called you today?
  7. They have already left the office.
  8. I have lost my phone somewhere in the mall.
  9. My brother has become a doctor.
  10. Have you ever been to Europe?
  11. She has worked here for a long time.
  12. We have not seen each other for years.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: Present Perfect ต่างจาก Past Simple อย่างไรแบบเข้าใจง่ายที่สุด?
A: Present Perfect ใช้เมื่อไม่ระบุเวลาแน่นอนและเน้นว่า "เคยเกิดขึ้นแล้ว/มีผลถึงตอนนี้" ส่วน Past Simple ใช้เมื่อระบุเวลาชัดเจนว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่และจบไปแล้วโดยไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน

Q: "I have been to" กับ "I have gone to" อันไหนถูก?
A: ทั้งคู่ถูก แต่ความหมายต่างกัน — been to ใช้เมื่อกลับมาแล้ว ส่วน gone to ใช้เมื่อยังอยู่ที่นั่น ไม่ได้กลับมา

Q: ทำไมพูดว่า "I have seen him yesterday" ถึงผิด?
A: เพราะมีคำว่า yesterday ซึ่งเป็นการระบุเวลาที่ชัดเจนในอดีต จึงต้องใช้ Past Simple แทนคือ "I saw him yesterday."

แชร์: คัดลอกแล้ว!

Present Perfect Tense (ฉบับเริ่มต้น) — แบบฝึกหัด 2

ฝึกทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษหัวข้อ Present Perfect Tense (ฉบับเริ่มต้น) ด้วย 10 ข้อแบบปรนัย ตอบถูกอย่างน้อย 70% เพื่อผ่าน

10 ข้อ คะแนนผ่าน: 70% แบบทดสอบ 2 /10 ตอบแล้ว

วิธีทำแบบทดสอบ

  • อ่านแต่ละข้ออย่างละเอียดและเลือกคำตอบที่ดีที่สุด
  • แบบทดสอบไม่มีการจับเวลา — คุณสามารถทำได้ตามความเร็วของตนเอง
  • คลิก ส่งแบบทดสอบ เมื่อเสร็จสิ้นเพื่อดูคะแนนและคำอธิบายโดยละเอียด

เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกผล

คุณสามารถทำแบบทดสอบได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบ แต่จะไม่มีการบันทึกผล เข้าสู่ระบบ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของคุณ

  1. 1

    We ___ the windows because it's hot.

  2. 2

    They have been married ___ a long time.

  3. 3

    The train ___ just arrived.

  4. 4

    I ___ a lot of work today.

  5. 5

    We ___ the problem.

  6. 6

    I ___ the report, you can read it now.

  7. 7

    They ___ a family.

  8. 8

    We ___ our flight.

  9. 9

    You ___ a lot.

  10. 10

    How long ___ you been waiting?

A1 กริยา to be ใน Present Simple (am / is / are) กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) A1 Present Simple Tense: ความจริงทั่วไปและกิจวัตร กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) A2 กริยา to be ใน Past Simple (was / were) กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) A2 Past Simple Tense: เหตุการณ์ที่จบไปแล้วในอดีต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) A2 Present Continuous Tense: สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) A2 Future with going to: แผนการและการคาดการณ์ กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B1 Present Perfect Tense (ขั้นสูง) กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B1 Past Continuous Tense: สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B1 Future Simple (will): การตัดสินใจและการคาดการณ์ กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B1 Future Continuous Tense: สิ่งที่จะกำลังเกิดขึ้นในอนาคต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B2 Present Perfect Continuous Tense: ทำต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B2 Past Perfect Tense (had + V3): เหตุการณ์ที่เกิดก่อนในอดีต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B2 Past Perfect Continuous Tense: ทำต่อเนื่องก่อนอีกเหตุการณ์ในอดีต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) B2 กริยาที่แสดงการขอร้องหรือบังคับ (Causative Verbs) กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) C1 Future Perfect Tense: สิ่งที่จะเสร็จก่อนเวลาในอนาคต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) C1 Future Perfect Continuous Tense: ทำต่อเนื่องไปจนถึงเวลาในอนาคต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) C1 Used to กับ Would: นิสัยและกิจวัตรในอดีต กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) C2 Stative Verbs กับ Dynamic Verbs (ขั้นสูง) กาลและลักษณะ (Tense & Aspect) C2 ลักษณะกำกับนาม (Aspect) ในการเล่าเรื่องและลำดับความที่ซับซ้อน กาลและลักษณะ (Tense & Aspect)